| 萬昌麗's profilewanchangliPhotosBlogLists | Help |
เรื่องของ "อาเปียว"ในช่วงวันหยุดยาวที่แสนจะชื่นบาน จะมีอะไรเพลิดเพลินไปกว่าการพูดถึงผู้ชาย
หุ หุ (หัวเราะด้วยความหื่นกระหายที่จะเล่า)
เหมือนต้องย้อนเรื่องราวไปหลายเสต็ปทีเดียว
เพราะผู้ชายที่ชื่อ "โจวฉวนเปียว"
เรื่องมันก็นานแล้วนะ แต่ก็อยากเล่า (เพราะกำลังมีอารมณ์*อยากเล่าเว้ย.....)
บนรถไฟ ณ สถานีกวางเจา...
"ไอ้นี่มันเป็นใครวะ หน้าตาไม่รับแขก มานั่งที่กรูอีกต่างหาก ไล่ด้วยสายตาแล้วยังไม่ไป"(คิดในใจนะนั่น)
แม้ผู้ชายคนนี้จะหน้าตาใช้ได้ แต่นางเอกก็มักจะมีอคติกับพระเอกเมื่อแรกพบเสมอ5555
แล้วเขาก็ลุกจากไปนั่งเบาะตรงข้าม ซึ่งก็คือที่ของนก (เวง...ไม่ยอมจากไปด้วยดีจริงๆ)
ด้วยความหมั่นไส้ จึงแกล้งนินทามันเป็นภาษาไทย แน่นอนมันฟังเราไม่ออก แต่หารู้ไม่ เราฟังมันออก
แค่คิดก็สะใจแล้วในวินาทีนั้น
เมื่อนั่งเหล่ไปนานๆก็เริ่มเห็นมันพูดคุยกับผู้หญิงในชุดทหาร แล้วก็เริ่มเห็นรอยยิ้มของผู้ชายคนนี้
"มันเปล่งประกาย"
จังหวะที่เปิดขวดน้ำไม่ออก จึงใช้มารยาร้อยเล่มเกวียน ให้มันช่วยสงเคราะห์หน่อย
ผู้ชายคนนี้ตาโตด้วยความแปลกใจทันที อ้าว...พูดจีนได้เหมือนตรูนี่หว่า
"มิตรภาพจึงค่อยๆก่อตัวขึ้น"
อาตี๋ผิวขาว สูง160กว่าๆผิวใส หน้าเด้ง ขนตางอน วัย 21 ปี นามมังกรว่า "โจวฉวนเปียว" หรือนิกเนมว่า "อาเปียว"
บ้านอยู่กุ้ยหลิน ตกเป็นเหยื่อของป้าๆโดยไม่รู้ตัว
เพราะจุดมุ่งหมายเราคือ "กุ้ยหลิน"เหมือนกัน
อาเปียวสัญญาว่าจะอยู่กับเราจนช่วงบ่าย ก่อนที่เขาจะไปเรียน
อาเปียวพาเดินรอบเมืองกุ้ยหลิน ซอกแซกตามถนนอย่างสนุกสนาน ลืมความแก่ทันที
การคลุกคลีกับเด็ก(หนุ่ม)มันก็ดีอย่างนี้นี่แล
อาเปียวพาปีนเขาซะนั่น เหนื่อยแต่เร้าจายยยยยยย
มือนุ่มๆของอาเปียวก็จูงป้าแก่ๆคนนี้ไปถึงจุดสูงสุดบนเขา ความสวยงามของกุ้ยหลินก็อยู่ตรงหน้าในบัดดล
อ่า....อากาศดีสุดๆ
อาเปียวพาไปเดินหมู่บ้านชนบท ที่ถูกล้อมรอบด้วยเมืองใหญ่
ป้าคนหนึ่งปั๊มน้ำบาดาลขึ้นมาซักผ้า
อาม่าคนหนึ่งนั่งเย็บผ้าอยู่ในบ้านอิฐ
สุดยอด....
เราไปนั่งกินเกี๊ยวกัน อร่อยออกแนวผะอืดผะอม
เดินลัดเลาะผ่านสวนสาธารณะ พูดคุยหนุงหนิงกันไป
ถ่ายภาพร่วมกันเป็นที่ระทึก
ก่อนจะจบกันด้วยการจากลาที่ป้ายรถเมล์
อาเปียวส่งเราขึ้นรถเมล์ แถมยังให้เหรียญสตางค์ขึ้นรถอีก
ซึ้งอย่างแรง....
แม้จะไม่ได้เจอกันอีก แต่เราก็สัญญาว่าจะติดต่อกัน
รักแท้แพ้ระยะทาง ช่วงแรกก็คุยกันบ่อย หลังจากกลับมา
เฮ้อออออออ แต่ช่วงนี้ไม่ได้คุยกันเลย
อาเปียวต้องกำลังหลงระเริงอยู่กับใครเป็นแน่
ฮั่นแน่...
กุ้ยหลินในความทรงจำ ที่นอกจากการไปล่องแพที่หยางซั่ว
แม้จะมีผู้ชายกลุ่มใหญ่มาติดบ่วงอย่างน่ากลัว
แต่ถ้าหน้าตาไม่ระดับเอฟ4
ก็ลาก่อนนะจ๊ะ
*เรื่องของ "อาเปียว"ก็ต้องขอจบลงแต่เพียงเท่านี้*
เรื่องของ "อาหลัน"ค้างเรื่องไปจีนมานาน เพราะติดภาระกิจงานใหม่ที่ต้องทำและช่วงเวลาการบิ๊วซ์อารมณ์ที่ยาวนานนนนนนน
ใครจะไปรู้ว่าวันหนึ่ง(ในช่วงการทำงาน)จะมีอารมณ์และของขึ้นขึ้นมา.....
ความรู้สึกจึงกระเด้งย้อนกลับไปตอนอยู่เมืองจีน และนึกถึงใครบางคนขึ้นมา
ใช่แล้ว....
ผู้หญิงคนนั้น อ่า....
คนที่เข้ามาอ่านอย่าคิดว่าเป็ดจะพร่ำ(พล่าม)ถึงแต่ผู้ชายเป็นอย่างเดียว
กลับมาที่เรื่องต่อ
ผู้หญิงคนนั้น เธอชื่อ "อาหลัน" (รู้ชื่อแค่นี้อ่ะ แต่ก็รักนะ)
อาหลัน คือ ผู้หญิงวัยสามสิบกว่าๆ มีสามีหนึ่งและลูกอีกหนึ่ง
อาหลัน รูปร่างไม่สูงมากนัก แต่ขาวสวยตามสไตล์หมวยจีน
อาหลัน ให้ที่ซุกหัวนอนตอนอยู่จงซาน เมืองที่มารู้ภายหลังว่า เป็นเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญเมืองหนึ่งของจีน เพราะอยู่ติดมาเก๊า
อาหลัน ทำฝันสลาย เพราะบ้านอาหลันอยู่บนตึกชั้น 7 ที่ไม่มีลิฟท์ (ปกติที่บ้านมี 2 ชั้น ยังไม่อยากจะเดินขึ้นเล แม่เจ้า...)
แต่บ้านอาหลันก็แอบไฮโซ มีความซิวิไลซ์อยู่บนบ้านอาหลันมากมาย จนอดไม่ได้ที่จะถ่ายรูปกลับมา
อาหลัน ทำให้เราเห็นถึงองค์ประกอบครอบครัวที่อบอุ่นที่สุดในโลก แล้วลูกชายก็น่ากินเป็นบ้า (อ่า...อ้ำ)
อาหลัน พาเที่ยวในเมืองจงซาน สุขสำราญบานหทัย
อาหลัน คอยให้อาหารเรายามที่เราโหยหิว (ไม่ใช่หมา...)
อาหลัน พูดภาษาจีนได้ฟังง่ายที่สุดในโลก
อาหลัน ทำให้การลาจากมากกว่าการจากลา
อาหลัน ส่งขึ้นรถไปกวางเจา แถมออกค่ารถให้อีก เงินไม่ใช่น้อยๆนะ ทำอย่างนี้เหมือนหยามกันชัดๆ ถ้ามาเมืองไทยต้องแก้แค้นด้วยการออกค่าโรงแรมให้ ว้าก...
งานเลี้ยงไม่มีวันไม่เลิกรา ในวัดวาก็ยังต้องมีงานบวช (เกี่ยวไรกันฟะ) แต่ก็นั่นแหละการเขียนเรื่องราวใครสักคนให้พออ่านแล้วขำๆ คลายคิดถึง ไม่จำเป็นต้องยืดยาวมากนัก เรายังขี้เกียจอ่านแล้วใครจะมาอ่านของเรา แต่เมื่อคุณอ่านมาถึงบรรทัดนี้ คุณก็หลงกลเราเข้าให้แล้วล่ะ
รู้นะว่าเธอก็ยังคิดถึงฉันอยู่
ยกเว้นอาหลัน ที่เธอจะยังไม่สามารถรับรู้ความลับที่อยู่ในใจฉันต่อไป
จนกว่าจะถึงวัน
วันที่เธอเรียนภาษาไทย แหง่ว...
ทริปสวรรค์ที่จีน???และข้อควรปฎิบัติในกิจกรรมแบคเพ็ค ตอนที่1กลับมาจากการโกอินเตอร์อีกครั้ง หลังจากที่ยอมควักกระเป๋าเสียเงิน(หลังตกงาน)ไปเที่ยวจีนตามความมุ่งมาดปรารถนาด้วยอารมณ์แบคแพ็คอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว กว่าจะรอดกลับมา ก็พบกับเรื่องราวมากมายที่ทั้งประทับใจและไม่เอ็นจอย
ประทับใจนั้นมีมาก ส่วนมากจะเป็นเรื่องของคนมากกว่า ไอ้คนที่มาอ่านสเปซคงสมความปรารถนา โดยเฉพาะพวกที่อวยพรก่อนไปทั้งหลาย
เจ๊อ้อย "ขอให้เจ๊เป็ดได้เจอเนื้อคู่ หรือไม่ก็ผู้ชายติดมือกลับมา" เธอว่ามางั้น
อ้อน้อย "ขอให้เป็ดได้หนุ่มตี๋กลับมาสมความตั้งใจ ได้กินหนุ่มๆสมความอยาก" น่าจะพูดประมาณนี้
นังกระต่าย "หวังว่าหล่อนจะได้เจอหนุ่มขาวตี๋สมใจ"
เป้+แอ๊นท์ คู่ดูโอนี่ไม่ได้อวยพรไร แต่เสียใจด้วยที่ไม่สามารถนำหนุ่มๆกลับมาเป็นของฝากได้ เพราะต้องผ่านมือเจ๊และเป็นของเจ๊เท่านั้น555555555
ก่อนไป...
1.เก็บของอย่างมึนๆ เอาไรไปดี กระเป๋าใบใหญ่ อภินันทนาการจากพี่อาร์มนั้นแล แพ็คเสร็จ ตอนชั่งกิโลปาเข้าไป15 กิโล นี่ฉันบ้าพลังหรือไร นอสตราดามุสก็ตอบคำถามนี้ไม่ได้
2.วางแผนการเดินทาง จริงๆมันต้องอยู่ในข้อ1 แต่ไม่ได้มีหน้าที่เตรียมข้อมูล เพราะกินแรงเพื่อนชื่อนกอย่างอิ่มสบายท้องยิ่งกว่าซัดไวตามิ้ลไป 10 ขวดเสียอีก
3.นอนพักให้เพียงพอ เพราะไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
วันไป...
ขึ้นสายการบินเอ็กคลูซีฟอย่างแอร์เอเชีย ที่ไม่มีอะไรเจริญตาเลย เพราะแอร์ก็ไม่สวย ที่สำคัญสจ๊วตไม่หล่อว่ะ ไอ้นุ+ไอ้ภัทร สองแฝดนรกยังดูดีกว่า ถ้าเข้ามาอ่านก็อย่าเผลออมยิ้มนะเฟ้ย เพราะนานๆฉันจะชมพวกแกที
ถึงมาเก๊าแว้ว...
ไฮโซอย่างเรา ต้องไปลงเครื่องที่มาเก๊าเท่านั้น หลังจากนั้นจึงแฝงตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปที่ชายแดนจูไห่ เพื่อให้รู้ว่าเท้าเหยียบแผ่นดินจีนแล้ว
ประทับใจแรก...
หนุ่มจีน เจ้าหน้าที่สนามบิน มันกำลังกลับบ้าน ต้องข้ามแดนทุกวันไอ้นี่ มันพาไปด่านตรวจคน ไม่ได้มันต้องคลำทางเองนานพอสมควร ลืมชื่อไปแล้วอ่ะ เพราะหน้าตาหล่อไม่เข้าขั้นเอฟโฟร์
ประทับใจสอง...
อาหลัน เพื่อนที่จงซานของนก เป็นพี่สาวที่แสนดี ดูแลเรายังกับเจ้านาย เลี้ยงข้าว เลี้ยงน้ำ ให้ที่นอนอันนุ่มนิ่มสุขสบาย ห้องน้ำที่สะอาด ลูกชายน่ารัก สามีใจดี นอกจากจะช่วยจองตั๋วรถไฟไปกุ้ยหลินให้แล้ว สุดท้ายยังออกค่ารถบัสไปกวางเจาให้อีก ซึ้งใจมาก อยุธยาไม่สิ้นคนดี ฉันด์ใดจงซานก็ไม่สิ้นคนดีเช่นกัน (เรื่องอาหลันไม่สั้นเพียงเท่านี้แน่)
ประทับใจสาม...
อาเปียว หนุ่มจีนที่หน้าตาเข้าขั้นให้น่าใกล้ชิด เหนือสิ่งอื่นใดคือความมีน้ำใจ ตอนแรกไม่ชอบหน้า (เหมือนนางเอกไม่ชอบหน้าพระเอกช่วงแรกในละครน้ำเน่าบ้านเราเลยทีเดียว กรี๊ด...)แต่วาสนาก็ชักพาให้ได้พูดคุยกันบนรถไฟ เพราะนอนเตียงบนเหนือเรากับนกที่ชั้น2 เหมือนบุพเพ เพราะบ้านเขาอยู่กุ้ยหลิน ช่วงเช้าพอลงจากรถไฟ ก็พาเที่ยวเลยทันที เป็นครึ่งวันเช้าของวันที่11เมษายน ที่จะไม่ลืมเลย (เรื่องอาเปียวนั้นก็ยังไม่จบแต่เพียงเท่านี้)
ประทับใจสี่...
นก เพื่อนร่วมทางที่ร่วมทุกข์ร่วมสุข เธอทุ่มเทกับการไปครั้งนี้มากกว่าการร้องคาราโอเกะ ที่เธอมักเรียกร้องอย่างเอาจริงเอาจังร่ำไป ถ้าไม่มีนก อาจไม่มีการไปครั้งนี้ก็ได้ การไปครั้งนี้ทำให้เราเรียนรู้นิสัยกันมากขึ้น อาจมีเรื่องขุ่นข้องหมองใจบ้าง แต่มันก็ทำให้เราเข้มแข็งขึ้น และพร้อมที่จะแบคแพ็คกันอีกในสองปีข้างหน้า เพื่อล่าเหยื่อให้ได้ก่อนอายุ 30 ตามความตั้งใจของตัวเองกัน เหอๆ
โปรดติดตามตอนต่อไป...
อำลา...ต้าเจียห่าว...ว้าว...ปี3ฉลอง 3 ปี ไปอย่างสวยงาม ยามพรัดพรากนั้นก็ยิ่งงดงาม
ขอบคุณ...ที่ทำให้ฉันแข็งแกร่งขึ้น
ขอบคุณ...ที่ทำให้ฉันรู้จักคำว่ารักและมิตรภาพ
ขอบคุณ...ที่ทำให้ฉันมีคอลัมน์และสกู๊ปเป็นของตัวเอง
ขอบคุณ...ที่ทำให้ฉันได้สิ่งที่มีคุณค่าเข้ามาในชีวิตมากมาย
ขอบคุณ...ที่ทำให้ฉันได้รู้จักพี่เหมา พี่กร พี่ยิ้ม อ้อน้อย พี่เขียน กาส ก้อย ตั๊ก ตี๋ ดรีม เต้ ไข่ พี่ต้อง และอดีตที่อบอุ่นอย่าง โก้พริ้ว ยิ้มน้อย พี่เอ้ บอม พี่บลู รวมถึงบรรดาน้องฝึกงานที่น่ารักทุกคน
วันที่ 16 มิถุนายน 2547 วันที่เราได้ร่วมงานกัน จวบจนวันที่ 30 พฤศจิกายน 2549 จะเป็นวันสุดท้ายที่ฉันจะได้นั่งเก้าอี้แดง(โฉด)ตัวนี้ แต่สัญญาว่าจะไม่ลืมกัน โดยเฉพาะประโยคเด็ดส่งท้ายคนที่มาถามตามที่ตกลงกันไว้ว่า
ถ้ามีคนถามว่า "ทำไมต้าเจียห่าวถึงปิด"
คำตอบคือ "มึงจะมาบิ๊วกูทามมายยยเนี่ย"
และ "มึงอ่านหนังสือกูบ้างป่าวววว"
กลับมาตามคำเรียกร้องของหัวจายยยย นินทาเพื่อนครั้งที่ 2 โอ้ว...ไม่ได้เข้ามาอัพสเปซนานมากกกกก เพราะติดภาระงานมากต่อเนื่อง และการนัดบอด เอ้ย...นัดหมายกับเพื่อนสม่ำเสมอนั่นเอง
จากวันนี้ถึงวันนั้น วันโน่น วันโน้น หรือวันไหนๆ ก็เจอท้วงติงมาต่างๆ นาๆ หาว่าเรื่องที่เขียนเว่อร์ไปบ้าง ไม่เป็นจริงบ้าง ทั้งๆที่มันก็จริงจริ๊ง ไม่ได้เสริมแต่งเรื่องเพื่อส่งเสริมการขายแต่อย่างใด ต้องขอชี้แจงไว้ ณ ที่นี้
คราวนี้ก็ถึงคราวต้องมานั่งนินทาเพื่อนอีกครั้งแล้ว เพราะองค์ลงแว้ว...เดี๋ยวหมดฟิลล์แล้วมันจะเขียนไม่ออก 5555
เมื่อนินทาเพื่อนชายไปแล้ว ก็ถึงคราวนินทาเพื่อนหญิงบ้าง เพื่อสร้างบรรยากาศให้สมดุลระหว่างสองเพศ และจากการที่พูดถึงเพื่อนกลุ่มที่ไปไต้หวัน จึงไม่อยากหลุดคอนเซ็ป สองนางที่จะเอ่ยถึงนั่นก็คือ.........
อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อนินทาคู่ดูโอ้อย่างเป้+แอ๊นท์
เป้ เธอคือผู้หญิงผิวคล้ำ (ไม่อยากว่าดำว่ะ เพราะเดี๋ยวจะสะเทือนจายยยยย)
แอ๊นท์ เธอคือผู้หญิงผิวขาวสาวสะพรั่ง
เป้ เหมือนจะเป็นกิ๊กของคุณภัทร แต่เป้มักปฏิเสธและหาว่าโยนขี้ให้เสมอๆ
แอ๊นท์ เหมือนจะเป็นกิ๊กของทิดนุ แต่มักปฏิเสธแต่ก็น่าจะพอมีใจอยู่บ้าง (จากหลักฐานคือรูปที่พกติดกระเป๋าตังค์)
เป้ ยังไร้คู่เคียงกาย แม้จะ(เคย)มีหนุ่มจีนมาจีบ แต่กลัวเป็นข่าว จึงปฏิเสธไป แม้จะมีกระแสไหลมาว่า เนื้อคู่จะเป็นคนขาวผอม
แอ๊นท์ ก็ยังไร้คู่เคียงกาย แต่มีหนุ่มรุ่นน้องมาติดพันอย่างน่ากลัว
เป้ ไม่ชอบใส่กระโปรง และผ้าสีเรียบๆ นัยว่าไม่ขับสีผิวให้ดูเด่นเปล่งปลั่ง
แอ๊นท์ ชอบใส่กระโปรง ไม่กลัวความสกปรก นัยว่าสีอ่อนๆ จะช่วยขับผิวขาวให้เปล่งประกาย
เป้ ชอบการนั่งนินทาคุณภัทรมากกกกกกกกกกกกก
แอ๊นท์ ชอบการนั่งพูดคุยถึงทิดนุมากกกกกกกกกกก
เป้ รักการเดินทาง แบบกูจะไป กูก็จะไป เฮไหนเฮกัน
แอ๊นท์ รักการเดินทางเป็นครอบครัว เหมาะจะมีเหย้ามีเรือนมาก
เป้ บ้านอยู่ประตูน้ำ
แอ๊นท์ บ้านอยู่พระราม2
จบข่าว
โทดทีที่เขียนน้อยไปหน่อย ช่วงนี้งานเยอะ แต่ใครมาอ่าน อย่าเข้าใจผิดว่าเรื่องไอ้สองคนนี้มีน้อย จริงๆ มีเยอะ แต่เอาไว้อารมณ์ดีค่อยว่ากันต่อนะ อิ อิ อิ
กลับมาตามคำเรียกร้องของหัวจายยย(ตัวเอง) นินทาเพื่อน ครั้งที่1ไม่ได้อัพบล็อกนานอีกแล้ว เพราะห่วงดูละครที่ยืมเพื่อนมาดู สนุกสนานกันไป ทำให้หัวใจดวงน้อยๆดวงนี้ ถูกชายหนุ่มที่ชื่อหูเกอ(胡歌)ขโมยไปอีกราย วิ้ว....
ช่วงนี้จิตใจสบาย เลยทำให้กายเป็นสุข ดังพระท่านว่า (ไม่รู้ท่านไหน)
"เมื่อสุขภาพจิตดีแล้ว สุขภาพกายก็ย่อมดีไปพร้อมกัน"
อีกอย่างสืบเนื่องมาจากงานบุญครั้งใหญ่ที่ชาวคณะได้ไปร่วมกันอย่าง งานบวชพระนุ หรือหลวงพี่นุของน้องๆ เพิ่งผ่านพ้นไปสดๆร้อนๆเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมา อิ่มบุญกันถ้วนหน้า สาธุ...
ชาวคณะต่างลงมติว่าท่านดูผ่องใสเหลือเกิ๊น...
นั่นเพราะท่านไปดีนี่เอง กลับมาคงผอมลง เพราะไปจำวัดอยู่ไกลถึงพิษณุโลก ไกลไม่พอเป็นวัดป่าด้วย แถมมีพระสงฆ์อยู่ 2 รูป เมื่อรวมตัวท่านเข้าไป สาธุ...
เมื่อท่านตั้งใจดังนั้นก็อนุโมทนา สาธุ...
ชาวคณะในแก๊งค์ก็ต้องเงียบเหงากันไปอีกนานถึงออกพรรษาโน่นแน่ะ
แต่เราก็มีโครงการกันภายในชาวคณะว่าจะเดินทางไปทำบุญกันที่โน่น ซึ่งก็ต้องรอการอนุมัติจากหัวเรือหย่ายยย...อย่างคุณภัทร ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ จะไม่ให้กล่าวถึงได้เยี่ยงไร ในเมื่อคุณพี่เล่นเก็บแผนที่และเบอร์โทรที่พิษณุโลกไปแบบเงียบๆ
(ตายล่ะหว่า...คุณภัทรมาอ่านเจอ จะหาว่าเรานินทาป่าวหว่า...) ว่าแล้วก็เม้าท์ต่อ
ในที่นี้การพูดถึงพระในแง่ไม่ดีคงไม่งามสักเท่าไหร่
แต่สำหรับคุณภัทรนั้นนอกเหนือกฏเกณฑ์
พระนุ เกิด 14 ก.พ.2524
ไอ้คุณภัทร เกิด 14 ก.พ. 2524 เช่นกัน
พระนุ ร่าเริง มีมุกที่ฮาได้ในบางกรณี
คุณภัทร ร่าเริงเช่นกัน แต่มุกมักแป้กไม่ได้สักกรณี
พระนุ เริงรื่นทุกสถานการณ์ ไม่ยั่นทุกฤดู
คุณภัทร อากาศร้อนจะห่อเหี่ยวทันที
พระนุ ออกแนวลุย
คุณภัทร ท่าทางจะคุณหนู
พระนุ สนใจใฝ่ทางธรรม เข้าใจชีวิตในระดับหนึ่ง
คุณภัทร สนใจใฝ่ทางหุ้น เข้าใจชีวิตในตลาดหุ้นได้อย่างถึงรากถึงโคน
พระนุ เป็นที่รักของน้องๆ ต่างวัย เนียนได้ว่ารุ่นเดียวกัน
คุณภัทร เป็นที่รักเช่นกัน แต่ดูสูงส่ง ไม่ค่อยมีใครกล้าเล่นหัว ยกเว้นไอ้เป้น้องเลิฟ
พระนุ ถูกขนานนามตอนเป็นฆราวาสว่า "อาเจ็ก"
คุณภัทร ถูกขนานนามอย่างตั้งใจว่า "อาแปะ"
ด้วยคุณสมบัติในตัวมากมายขนาดนี้ ทำให้เห็นข้อแตกต่างว่า คนเราแม้จะเกิดวัน เดือน ปีเดียวกัน ก็ใช่จะเหมือนกัน หุ หุ ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีและมีรสชาติในชีวิต ที่ได้เกิดมาเจอบุรษเพศสองท่านนี้ เมื่อชาวคณะอ่านมาถึงตรงนี้ จะไปเล่าต่อก็ไม่ว่ากัน แต่หวังว่าจะไม่ถึงหูผู้ที่พาดพิงอยู่นะ เพราะรอให้มันมาอ่านเอง จะได้รู้กันไปว่าสเปซเพื่อนคนนี้ เข้ามาแวะเยือนกันบ้างหรือป่าว...
ปล. ชาวคณะ - กลุ่มบคคลที่ไปไต้หวันด้วยกัน
ฐานันดรศักดิ์เป็ดน้อย - ป้าเป็ด
คราวหน้ารออ่าน ว่าจะเม้าท์ถึงใครอีก ระวังตัวไว้ให้ดี ใครที่สร้างรอยรักรอยแค้นไว้ที่ป้าเป็ด ไม่รอดแน่ 5555555555
หายตัวไป ใจหาย อยู่ที่ไต้หวัน ภาค 4 ไม่ได้เข้ามาเขียนสเปซเสียนาน เพราะมัวแต่ติดนัดพบปะสังสรรค์กับเพื่อนๆที่ไปไต้หวันด้วยกัน จนลืมหน้าที่ที่ต้องทำในหลายๆอย่าง ข้าน้อยสำนึกผิดจริงๆ
หลังจากต้องพยายามกลบกระแสข่าวลือเรื่องมีกิ๊กอย่างขมักเขม่นอยู่นั่นเอง บก.กรก็โยนงานชิ้นสำคัญให้เลย นั่นก็คือการเขียนเรื่องที่ไปไต้หวันลงประมาณ 1 ปี ฉบับละ 3-4 หน้า ใครที่เอาหน้าสู้กล้องป้าเป็ดไว้เตรียมมีเฮ เพราะท่านจะได้ลงนิตยสารต้าเจียห่าว และได้เกิดโดยไม่รู้ตัว 555555
มาเข้าเรื่องกันต่อถึงประเทศที่มีนามว่า "ไต้หวัน"
เม้าท์ถึงข้อที่เท่าไหร่แล้วเนี่ย....
ข้อที่ 1 ของภาค 4 ว่าด้วยเรื่องของถุงพลาสติก ที่ไต้หวันจะให้ความสำคัญกับเรื่องปริมาณขยะย่อยยากอย่างพลาสติกมากๆ ประเทศในแถบเอเชียที่ได้ชื่อว่าพัฒนาแล้วเป็นอย่างนี้หมด ทั้งญี่ปุ่น เกาหลี ฯลฯ เวลาเราไปซื้อของในห้าง หรือซุปเปอร์มาเก็ต หรือร้านโชว์ห่วยก็ตาม ไม่ว่าจะซื้อในปริมาณมากหรือน้อย ไม่มีถุงให้เลย จะว่าไม่มีน้ำใจก็ช่าง ไม่ให้คือไม่ให้ ถ้าอยากได้ต้องเสียเงินซื้อ แต่ถ้าซื้อก็ใช่ว่าคนขายจะดีใจที่ขายถุงออก กลับจะถูกมองว่า "มึงนี่ไม่รู้จักเตรียมถุงมา ไม่รู้จักประหยัดทรัพยากร ไม่รู้จักรักษาประเทศ" เดาเอาจากสายตาที่คนขายมองว่าน่าจะคิดเยี่ยงนี้
เรื่องแบบนี้ก็น่าเอาเป็นแบบอย่างนะ คนไทยกลับไม่เห็นถึงปัญหานี้ ซื้อนมกล่องเดียวในเซเว่น มันจะใส่ถุงให้ได้ หรือชั่วโมงเน็ท แค่กระดาษเป็นซองๆ ยังหยิบถุงมาใส่ให้ ต้องเบรคว่าไม่ต้องใส่ถุงก็ได้ คิดถึงอนาคตขยะล้นเมืองจริงๆ
ข้อที่ 2 ล่าเม่ย...สาวเปรี้ยวที่เห็นได้ตามแผงเทปทั่วไป เอ้ย...ตู้กระจกร้านขายหมาก ล่าเม่ย แปลตรงตัวว่า สวยเผ็ด(เด็ดประหาร) ตรงตามคอนเซ็ป กระโปรงสั้นสายเดี่ยว เธอเหล่านี้มีหน้าที่ขายหมากให้บุรุษเพศเคี้ยวกร้วมๆ ก็เข้าประเด็นที่ว่า ผู้ชายในไต้หวัน หรือคนธรรมดาทั่วไปในระดับรากหญ้ามักชอบเคี้ยวหมาก เขาเชื่อกันว่าจะทำให้สุขภาพดี เด้งดึ๋งดั๋ง
สมัยก่อนเชื่อว่าเป็นพวกนักเลงเคี้ยวกัน กู๋หว่าไจ๋อะไรประมาณนี้ แต่เดี๋ยวนี้น่าจะเป็นบุคคลที่เรียกว่าตนเก๋า ไม่ถึงขั้นนักเลง แต่ก็ไม่ธรรมดา ไม่ควรเอาไม้ไปแยงเล่นเชียว เพราะเมื่อคนเหล่านี้โมโหขึ้นมาก็สามารถเจ็บตัวได้ในเสี้ยววินาที
คนขับรถในทริปที่ไปนี้ แกชื่อว่า "เหมาต้าเกอ" แปลตรงตัวว่า "พี่เหมา" (กำ...ชื่อดันพ้องกับบก.ต้าเจียห่าว แกหลอกหลอนถึงไต้หวันจริงๆ) ที่ต้องกล่าวถึงแก เพราะแกก็เป็นหนึ่งในประชากรที่เคี้ยวหมาก ดูแกเก๋ามิหยอก ออกแนวนักเลงแต่จริงใจ ฆ่าได้หยามไม่ได้ เชี่ยวชาญการขับรถบนทางโค้ง ฝนตกแกบ่ยั่น หรือนี่คือคุณสมบัติของคนที่เคี้ยวหมากฟะเนี่ย กรี๊ด....
ข้อที่ 3 อ้ายเตอกู่ลี่...อีฉี่ไหล! มันคือกิริยาอย่างหนึ่ง หรือกล่าวง่ายๆคือการปรบมือแสดงความชื่นชม หนึ่งในวัฒนธรรมคนไต้หวัน ให้ได้ยิ้มแก้มปริ แต่คนปรบมือมือบวม...
อ้ายเตอกู่ลี่ เหมาต้าเกอ จ่าว อีฉี่ไหล! (ทุกเช้า เมื่อรถออกเดินทาง)
อ้ายเตอกู่ลี่ เซี่ยเซี่ยเหล่าซือ อีฉี่ไหล!(หลังเรียนเสร็จ)
อ้ายเตอกู่ลี่ เซี่ยป้าเป็ด อีฉี่ไหล! (เพราะป้าเป็ดฟ่านอี้)
อ้ายเตอกู่ลี่ .......... อีฉี่ไหล! (อีกสารพัด)
ด้วยจังหวะ 1 2 123 1234 1 2 อันคล้ายจังหวะปรบมือแบบกีฬาสีบ้านเรา แรกๆก็มึนงงไปสักพัก แต่เพราะฝึกมาดีตั้งแต่เมืองไทย เลยคุ้นเคยกันไปเอง
บางทีภาษาร่างกายมันก็ดูดีกว่าภาษาพูดนะ การปรบมืออย่างนี้ จะบิ๊วได้ดีมากเมื่ออยู่กันเป็นหมู่คณะที่ดูฮึกเหิมและจริงใจ มันใช้ได้ผลกับความรู้สึกคนไต้หวัน เวลาไปซื้อของ ถามทาง ปรบมือแบบนี้แสดงความชื่นชม เหมือนแกล้งให้เขาได้ยิ้มแก้มปริด้วยความ(อับ)อาย ขวยเขิน และมึนงงในบางกรณี และทริปนี้ ไม่ว่าจะทำอะไรที่ดูเป็นการทำความดี น่าชื่นชม น่ารัก น่าหยิก ก็จะได้รับเสียงปรบมืออย่างนี้ ได้รับมาแล้วก็รู้สึกดีมิหยอก
ภายหลังภาระกิจ "ป้าเป็ดฟ่านอี้"
ปล. โค้ตลับสำหรับคนที่ไปไต้หวันด้วยกัน อ่านแล้วอย่าเผลออมยิ้มนะเฟ้ย ไม่งั้นเราจะอ้ายเตอกู่ลี่ให้พวกเธอทันที หายตัวไป ใจหาย อยู่ที่ไต้หวัน ภาค 3เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ขอต่อที่ ข้อ 12 เลยเน้อ
ข้อที่ 12 การโดยสารรถแท็กซี่ที่ไต้หวัน จะมีเรื่องน่าตื่นเต้นอยู่ที่มิเตอร์รถที่ขึ้นเร็วมาก ลุ้นไปตลอดทาง เพราะเอาแค่ตอนสตาร์ทมันก็ 80 เหรียญแว้ว แม่เจ้า...เมืองไทย 35 บาท ยังบ่นแล้วบ่นอีก ไปโน่นบ่นได้ ถ้าไม่เจอคนขับที่มันรู้ภาษาไทย วัยรุ่นเซ็งว่ะ...
นอกจากราคาที่แพงมหาโหดแล้ว ยังจำกัดที่นั่งให้โดยสารได้แค่ 4 ที่เท่านั้น นั่งเกินมันไม่รับนะเว้ย ขอบอก หยิ่งโคตร ไม่เหมือนแท็กซี่บ้านเรา โดยสารได้เต็มอัตราศึก เบียดกันได้อย่างอบอุ่น ทำให้เห็นว่าคนไทยรักกัน สามัคคีกันมากกว่าคนไต้หวัน คนไต้หวันมาอ่านอาจมีเคือง หุ หุ
ข้อที่ 13 ส้วม...ใครคิดว่าไม่สำคัญ แต่ส้วมที่ไต้หวันนั้น ทำใจฉันสั่นแทบขาดใจตาย...(ถ้าร้องเป็นเพลงจะได้อารมณ์มั่กๆ)
เรื่องจริงที่มิอิงนิยาย ประเทศที่เขามั่นใจอย่างยิ่งยวดว่าเป็นประเทศพัฒนาแล้ว มองประเทศไทยเสมือนแรงงานต่างด้าวที่ไม่ค่อยน่าพิสมัย กลับมีส้วมที่ยังห่างไกลกับบ้านเรา เมืองไทยจงภูมิใจไว้เถิด อะไรก็ตามที่ล้าหลังเขา อย่างน้อยส้วมนี่แหละวะ คืออีกหนึ่งความภูมิใจของคนไทย 5555(หัวเราะอย่างแอ่นหน้ายืดอก) เรื่องของเรื่องเพราะได้ไปเข้าห้องน้ำตามร้านอาหารที่ไปแวะกิน นอกจากกลิ่นที่ชวนขนหัวลุกแล้ว จะน่าสยองยิ่งกว่าเมื่อเจอทัวร์อาม่ามาลง เราจะได้กลิ่นพิเศษที่เราขนานนามว่า "กลิ่นอาม่า"ลอยมาแต่ลิบๆ
อาม่ามักไม่ต่อคิวตามหลักประชาธิปไตย แต่อนุโลมให้เพราะถือว่าชราภาพ
อาม่าจะส่งเสียงดัง สนทนาข้ามห้อง ทำให้คนที่อยู่ตรงกลางอย่างเราฉี่อย่างไร้สุขารมณ์
อาม่าชอบเคาะประตูเร่งเร้า ทั้งๆที่รู้ว่าเราเพิ่งเข้า ทำให้การฉี่ชะงักงันไป 1 วินาที
เรามักจะเจออาม่าทั้งสามประการดังที่กล่าวไว้ข้างต้นจนชาชิน ตลอด 10 กว่าวันที่เดินทาง
ข้อที่14 ว่าด้วยเรื่องส้วมต่อ... ส้วมชักโครกดูเหมือนจะเป็นไปตามหลักสากลทั่วโลก มีออปชั่นเหมือนกัน รูปลักษณ์ไม่ต่างกันมาก แต่ไอ้ส้วมซึมนี่สิ มันจะอยู่ในความทรงจำไปชั่วชีวิต เพราะว่าไม่มีที่เหยียบ ลองนึกถึงส้วมติดพื้น เหมือนเป็นหลุมขุดให้เรานั่งยองๆ น่าน.....แหละ นั่งแรกๆจะสับสนว่าด้านไหนด้านหน้า แต่ตอนนี้ไม่สับสนแล้ว ต้องไปพิสูจน์กันเอาเอง ที่กดน้ำก็กิ๊บเก๋มากๆๆๆๆๆ เมืองไทยไม่มี เดี๊ยนรับรอง เป็นเชือกให้กระตุก ระบบน้ำจะไหลวนลงโถทันที ช่างเป็นนวัตกรรมอันเยี่ยมยอดไร้ที่ติ ถ้าเราเห็นสายอะไรในห้องน้ำ ก็อย่าหวังดีเอากรรไกรไปตัดเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมให้เขาล่ะ เพราะเดี๋ยวจะไม่มีน้ำราดโถ มันจะโซแซด....
ข้อที่ 15 ขอเอาเวลาไปทำงานก่อนนะ แล้วจะมาเล่าใหม่ ไม่นานเกินรอ หายตัวไป ใจหาย อยู่ที่ไต้หวัน ภาค 2มันจอร์จมาก....เพราะมีคนคอยมาอ่านบล็อกอย่างหม่ำเหมอ ขอบใจหลายๆ มาต่อกันที่เรื่องของไต้หวันดีกว่านะ
ขอเริ่มต้นที่ข้อที่7 (ใช่ป่าวหว่า...) ใบกำกับภาษีที่ไต้หวันเหมือนกันทั้งประเทศ ถือว่าจัดระบบการค้าได้ยอดเยี่ยมเป็นหนึ่งเดียว แถมไอ้ใบกำกับภาษีก็มีค่าอย่าทิ้ง ดูเหมือนว่าจะสามารถไปแทงหวย เอ้ย...ชิงโชคอะไรได้สักอย่าง แต่เห็นว่าอยู่แค่ 21 วัน เลยไม่ได้ส่งชิงโชค แหม...เสียดาย
ข้อที่ 8 แผ่นดินไหวเป็นเรื่องธรรมชาติ นัยว่า 6.2 ริกเตอร์ที่เจอมามันจิ๊บๆ ด้วยความไม่เคยชินเล่นเอาโดดลงจากเตียงแทบไม่คิดชีวิต แต่คนอื่นหลับกันสบาย ยิ่งคนไต้หวันยิ่งไม่สนใจ ความสั่นสะเทือนไม่ถึงขีดสุดตามที่กรมอุตุกำหนดกระมัง
ข้อที่ 9 มิสเตอร์โดนัทเปรียบเหมือนโรตีบอยบ้านเรา ก็เล่นต่อคิวกันน่าตกใจ คนไต้หวันภูมิใจกับมิสเตอร์โดนัทสาขาแรกที่เกาสงเป็นอย่างมาก อยากจะบอกเหลือเกิน เอาแค่ละแวกสยามบ้านเราก็มีถึง 5-6 สาขาแว้ว...ถ้ามาบ้านเราคงดีใจพิลึก ว้อทท์ซ้าบบบ...ไมตูไม่ต้องต่อแถวเหมือนที่บ้านตูที่ไต้หวันวะเนี่ย
ข้อที่ 10 หนุ่มทหารหาญที่ไต้หวันดูดีมีชาติตระกูลนะ หน้าตาก็โอ ส่วนสูงที่คัดสรรมาไม่ต่ำกว่า 180 ซม. ล่ำบึ้กมากๆ
ข้อที่ 11 รถไฟฟ้าที่อเมซิ่งกว่าบ้านเรา มันยอดมากเลย อ่า...อยู่ใต้ดินไรไร สักพักก็โผล่มาเป็นลอยฟ้าในพริบตา โอ้แม่เจ้า...ไต้หวันเล่นคาถาเล่นของ ไม่ต้องเชื่อมต่อแบบบ้านเราลงอโศกต่อสุขุมวิท ศาลาแดงต่อสีลม อารมณ์ขาดตอนเยี่ยงนี้ เขามีผลัดเปลี่ยนกันตามอัธยาศัยแค่ภายในสถานีเท่านั้น
ข้อที่ 12 ง่วง...ขอกลับไปคิด ไว้มาต่อภาค 3 เน้อ... หายตัวไป ใจหาย อยู่ที่ไต้หวันไม่ได้มาอัพบล็อกนาน มีคนคิดถึงกันบ้างไหมเอ่ย...
ที่หายไปเพราะไปโกอินเตอร์มา
"ไต้หวัน"
ดินแดนที่อากาศแปรปรวน
ร้อน หนาว ฝน และแผ่นดินไหว
เร้าใจกันไป
ที่ไต้หวันมีหลายอย่างไม่เหมือนสยามประเทศ
ข้อ 1 อาหารไม่แซบเล้ย ให้ตาย วันๆต้องมีของทอด ไม่ไก่ทอด ก็สิงสาราสัตว์ทอดอะไรสักอย่าง เป็นปั๊บโป่ะในปากไม่หายเลย
ข้อ 2 อากาศแปรปรวนมาก สามารถมี 3 ฤดูใน 1 วัน ดีว่าร่างกายแข็งแรง ไม่งั้นป่วยตาย ไม่ได้กลับมาแต่งงานแน่ๆ
ข้อ 3 สภาพภูมิประเทศมีแต่ภูเขา เมืองหลวงอย่างไทเปก็สามารถแลเห็นภูเขาได้ เส้นทางการเดินทางก็มีแต่คดโค้ง ใครเมารถ ต้องทำใจและเตรียมถุงแขวนคอไว้
ข้อ 4 ต้องมีวัฒนธรรมการคีบตะเกียบ ไม่งั้นท่านอาจอดตายได้ ถ้าจะใช้มือเปิบ ก็จะดูไร้วัฒนธรรมไปหน่อย เตรียมช้อนไปด้วยก็จะดี พ่วงด้วยน้ำตาลและพริกขี้หนูยิ่งดีนักแล
ข้อ 5 ความมีระเบียบวินัย ที่พี่ไทยสู้ไม่ได้ เช่น การข้ามถนนต้องข้ามตรงทางม้าลาย ตามสัญญาณไฟ ถ้าลักไก่ข้ามทางอื่น เมื่อรถชนถูกตัวท่าน ท่านจะไม่ได้รับค่าเสียหายแต่อย่างใด แถมยังทำผิดกฏจราจรด้วย เมื่อท่านล้มเขาจะเหยียบให้ท่านตายได้ทันที หรือแม้แต่การขึ้นบันไดเลื่อนในสถานีรถไฟฟ้า ต้องยืนชิดขวาเสมอ ทางด้านซ้ายมือจะเป็นทางด่วนสำหรับคนที่รีบร้อนระดับนักกีฬาวิ่งทีมชาติเท่านั้น เพื่อวิ่งไปให้ทันรถไฟฟ้าขบวนที่จะถึงข้างหน้าในอีก 10 วินาที
โปรดติดตามตอนต่อไป เพราะเรื่องมันยาว........... หอมเจ็ดลี้ เพลงนี้ที่ลุ่มหลง ไม่มีลืมจะว่าไปแล้วน่าจะเขียนเรื่องจวนจีฮุนที่เพิ่งไปเจอตัวเป็นๆมา
แต่...มันมีเรื่องที่ว้อนท์มากกว่า
มันเป็นเรื่องของเพลงๆหนึ่ง
ที่รู้สึกว่ากลิ่นของเพลงนี้จะติดตัวไปทุกที่
ดังชื่อเพลงที่แปลเป็นไทยได้โดนใจคือ
"หอมเจ็ดลี้" หรือ 七里香 นั่นเอง
เมื่อก่อน เจย์ โจว คือใคร???
พอลองฟังเพลงชิ้นแรกๆ ตั้งคำถามกับตัวเองว่า "มันร้องอะไรของมันวะ"
แต่เพราะเพลง "หอมเจ็ดลี้" นี่เอง
ที่ทำให้เราได้รู้จักกัน
ทำนองที่ขึ้นต้นมา ให้ความรู้สึกสบายใจ
อบอุ่น และคุ้นเคย
เนื้อเพลงที่อาจต้องทำความเข้าใจ
แต่เมื่อได้เข้าใจแล้ว มันน่าประทับใจและตรึงใจ
น้อยครั้งจะเกิดความรู้สึกอย่างนี้กับเพลงสักเพลงหนึ่งๆ
แต่เจย์ โจว ทำให้เกิดขึ้นแล้ว
เมื่อเพลงนี้มาเร้าจิตใจให้คึกคัก
ก็ทำให้เกิดแรงบันดาลใจหันมาย้อนฟังเพลงเจย์ โจว อย่างตั้งใจ
ได้ผล...เจย์บิ๊วลูกเป็ดขี้เหร่ได้ดีทีเดียว
ย้อนกลับไป หลังจากที่ฟังเพลงนี้เฉียดร้อยรอบ
ก็มีโอกาสได้ไปสอนร้องเพลงนี้ในแคมป์ภาษาหมิงซิง
ครั้งนั้นร้องไม่น่าจะต่ำกว่าสิบรอบ
ครั้งนี้จะไปไต้หวัน
ก็มีไอเดียใช้เพลงนี้ในการแสดงอีกครั้ง
ซึ่งเพื่อนๆและน้องๆก็เห็นด้วยอย่างไม่คาดคิด การแสดงผ่านไปอย่างน่าชื่นชมในความตั้งใจของทุกคน
ทุกครั้งที่ได้ยินเพลงนี้ มักจะมีความสุขอยู่ลึกๆ
จะว่าโรคจิตก็ไม่เชิง
ยังมานั่งคิดเล่นๆเลยว่า ถ้าวันหนึ่งมีชายหนุ่มมาร้องเพลง "หอมเจ็ดลี้" นี้ให้เพื่อขอแต่งงาน
คงจะยอมทันที ถ้าเล่นกีต้าร์เพลงนี้ได้อีก
ก็กะว่าจะไม่เอาสินสอดทองหมั้นเลย ถือเป็น "โปรโมชั่นพิเศษ" ให้
ว่าแล้วหนุ่มๆก็ต้องรีบใช้สิทธิ์นี้หน่อยนะ
เดี๋ยวหมดเขต แม้จะอีกนานก็ตาม หุ หุ... วันที่ความตายนั้นอยู่ใกล้แค่เอื้อมเรื่องจริงที่หลายคนยอมรับว่า "คนเราทุกคนเกิดมาต้องตาย"แต่ไม่มีใคยอมรับว่าคนเราเกิดมาควร "พอ"อยู่ที่จุดไหน ปีนี้เป็นปีมหามงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครองราชครบ 60 ปี ปีนี้เป็นปีมงคล ไทย-จีนมีความสัพันธ์ครบ 30 ปี ปีนี้เป็นปีมงคลที่ทักษิณไม่ต้องเสียภาษีกว่า 7 หมื่นล้าน แต่ปีนี้ไม่ค่อยมงคลกับเราเท่าใดนัก เพราะปีนี้มีความตายก่อให้เกิดมหันตภัยพรัดพราก ปีก่อนมีสึนามิ ปีนี้ไม่เกี่ยวกัน เพราะความผูกพันในครอบครัวมันล้มเหลวมานาน ทุกคนยังรักกันดี แต่เป็นไปอย่างราบเรียบ เสมอต้นเสมอปลาย บนความราบเรียบที่เป็นอยู่นั้น ความสัมพันธืที่ห่างเหิน วันหนึ่งยังต้องมีการจากลา ต้นปีลูกของป้า มีศํกดิ์เป็นพี่ต้องจบชีวิตลง ด้วยเหตุแห่งผลกรรม และสุขภาพร่างกาย ทำให้เห็นว่าการไม่รักตัวเองมันเป็นอย่างไร วันนี้ต้องสะดุ้งอีกครั้ง เมื่อลุงแท้ๆ พี่ชายของแม่ ต้องมาจบชีวิตลงอีกคน แม้จะรู้สึกไม่ใช่การสูญเสียของครอบครัวเราเท่าใดนัก เพราะขาดแล้วซึ่งความผูกพันกันมานมนาน เขาก็ได้ขึ้นชื่อว่า "ลุง" ลุง ที่ทุกคนตราหน้าว่าเห็นแก่ตัวที่สุด ลุง ที่รักตัวเองมากกว่าลูก ลุง ที่มองว่าความสุขของตัวเองสำคัญกว่าคนในครอบครัว แต่ในวาระสุดท้ายของเขา เขาก็ยังคงมีผู้หญิงคนหนึ่งที่ได้ชื่อว่าภรรยาคนแรกอยู่ข้างๆจนสิ้นใจในวาระสุดท้าย ลูกที่เขาไม่ได้รับผิดชอบมากนักหลั่งน้ำตาให้เขา จุดสิ้นสุดของชีวิตเขา คงไม่ต่างจากผู้ชายที่ไปไขว่คว้าหารูป รส กลิ่น เสียง ภายนอกจนอิ่ม ตักตวงจนรับไม่ไหว เมื่อเหนื่อยล้าจึงกลับมาสู่รังเดิมที่ให้ความอบอุ่น แม้คนเหล่านั้นจะเคยเจ็บเพราะเขา แต่ก็พร้อมจะอ้าแขนรับ เพราะสถานะที่ชื่อว่า "เมีย(เก่า)และลูก" วันนี้ทุกคนอโหสิกับสิ่งต่างๆเหล่านั้น แต่อยากให้ผู้ชายทุกคนรู้ว่า รักที่แท้จริงไม่ได้อยู่ไกลเลย อยู่ใกล้ๆเขาตลอดเวลา เพียงแต่เขาไม่เคยรับรู้มัน จะมารู้อีกครั้งเมื่อจบชีวิต มันก็สายเกินไป.......... เรน...ผู้ชายที่ยั่วยวนถ้าความเซ็กซี่ของผู้หญิง คือ การแต่งตัววอบๆแวมๆ ใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้น สะโพกกลมกลึง เอวคอดได้ที่
เรน...ผู้ชายกล้ามใหญ่ ใส่เสื้อผ้าขาดๆ(น้อยชิ้นเหมือนกัน) แขนล่ำ หน้าใส ก็คือความเซ็กซี่ในแบบผู้ชาย (ที่ชายรักชายก็ชอบ)
ได้ไปเห็นเรนแบบไม่ใกล้และไม่ไกล
ที่ยืนแบบเบียดๆพอให้อุ่นในราคา 6 พัน
ที่หลายๆคนพร้อมตัวจะเสียเงินก้อนนี้
เพื่อให้ได้ยืนในที่ตรงนี้ และแหงนหน้าไปเห็นท่าทางอันยั่วยวนชวนเสน่ห์ของผู้ชายที่ชื่อ "เรน"
เวลา 2 ชั่วโมง กับการยืนมองดูท่าเต้นที่เรียกเสียงกรี๊ด กรี๊ด แล้วก็กรี๊ด
ถามตัวเองว่ามองเห็นอะไรในตัวผู้ชายคนนี้
ที่ผู้หญิงและชาย(ไม่ค่อยแท้)กรี๊ดลั่น
ยามเรนฉีกเสื้อ
ยามเรนตัวเปียก เสื้อแนบเนื้อ
ยามเรนบอกว่าผมรักคุณ(ไม่รู้มันจะรักใคร เพราะไม่ได้ระบุชื่อ)
ยามเรนเต้นยักย้ายส่ายสะโพก
และยามอื่นๆอีกมากมาย
ก็กลับมาตอบตัวเองได้ว่า
"ถ้ามองผิวเผิน ก็แค่การแสดง โชว์สรีระ หน้าตา เพื่อเรียกเสียงกรี๊ด แต่ความตั้งใจ กล้าแสดงออก(ไมใช่ทุกคนจะทำได้) น้ำเสียง ลีลาที่สะกดคนดูให้จับจ้องไปบนเวทีอย่างไม่วางตา นั่นคือเสน่ห์ที่น่าต้องใจต่างหาก" วันที่ได้เจอกิ๊กเก่าอย่างเฮียเจิ้งมันจอร์จมากๆๆๆๆ
การรอคอย...บางทีรอจนลืม โอกาสนั้นมันก็มาหาเราได้
ไม่พูดเรื่องเครียดในชีวิตจริงนะ
มันโซ...แซด...
มาจะกล่าวบทไปถึงเฮียเจิ้ง นามเต็มว่า เจิ้งอีเจี้ยน
อันผู้ชายคนนี้ ทำให้การดูหนัง ฟังเพลงในอดีตนั้น
อบอวลไปด้วยความสุข
ไม่ว่าจะเดินไปทางไหน ต้องภูมิใจเสมอ กับตำแหน่งที่เพื่อนๆมักเรียกขานให้เหลียวหลังว่า
"ซ้อเจิ้ง"
บ่ใช่ "ซ้อเจ็ด"
(ซ้อเจิ้งเกิดก่อนซ้อเจ็ดเป็นแน่ ไม่ได้โม้...)
ถ้าจะนับไปแล้ว เฮียเจิ้ง เปรียบเสมือน(ดารา)หนุ่มที่เข้ามากุมหัวใจเป็นคนที่ 2 ในชีวิตต่อจากหลีหมิง
หลีหมิงต้องตกขอบของหัวใจไปอย่างไม่มีเหตุผล
รักและปลื้มเฮียเจิ้งตั้งแต่เรียน ม.2 จนเรียนมหาวิทยาลัย แต่แล้ว...
เพราะเฮียเจิ้งทำให้ผิดหวังบางอย่าง
จึงทำให้หัวใจดวงน้อยๆมีอันให้เหนื่อยหน่าย
กอปรกับเฮียเจิ้งแก่ลงทุกวัน ยากที่จะรับสภาพได้(หุ หุ)
ภาพเฮียเจิ้งจึงค่อยๆลางเลือนไปจากหัวใจ
พร้อมกับมี(ดารา)หนุ่มคนอื่นๆเข้ามาเยี่ยมเยือนหัวใจอยู่เนืองๆ และคิดว่าได้ลบเฮียเจิ้งออกจากหัวใจหมดสิ้นแล้ว
จนมาวันนี้...
วันที่ได้เจอเฮีย...
วันสุข(ศุกร์)ที่10ก.พ.2549
เพราะหน้าที่ ทำให้เราได้เจอกัน
ได้มองเฮียชัดๆ โอ้...
ถ่านไฟเก่าคุอย่างฉับพลัน
ภาพ "ต้วนล่างในจอมกระบี่เดียวดาย"
ภาพ "พี่ห้าวหนันในกู่หว่าไจ๋"
ภาพ "เนี่ยฟงในฟงหวิน"
ภาพ "หัวอิงสงในขี่พายุดาบเทวดา"ฯลฯ
ลอยมาประทับอยู่ตรงหน้า เหมือนถูกสะกด
ได้มองเฮียพร้อมกับรัวชัตเตอร์ไม่ยั้ง
มือสั่น...สั่น...แย่จริง
สุดท้าย
การจากลา ที่จะไม่ลืม
การโบกมือลาของเฮียต่อเรา
"ลูกเป็ดขี้เหร่น้อยกลอยใจของเฮียเจิ้ง"
วิ้ว................................................
我哭了!我不知道发生什么事?
我跟他有什么关系?若我本来只想退让一步,就没问题了,可是好像他给我多大的希望,为什么会这样???
在世界上...有很多事情很难懂得,尤其是“他”
那天...我回家的时候,我觉得我的眼睛有眼泪。
对啦!我哭了。
没关系!
我的工作,我的任务等等,还等我去做。
还有我的好朋友,谢谢你们的关心。
虽然我的心失去他了,
很痛苦...
很伤心...
可是我还能活着。 葡萄成熟时 差不多冬至 早一 晚还是有雨 当初的坚持 现已令你很怀疑 很怀疑 你最尾等到 只有这枯枝 苦恋几多次 悉心栽种全力灌注 所得竟不如 别个後辈收成时 这一次你真的很介意 * 但见旁人谈情何引诱 问到何时葡萄先熟透 你要静候 再静候 就算失收 始终要守
日後 尽量别教今天的泪白流 留低 击伤你的石头 从错误里吸收 也许 丰收 月份尚未到你也得接受 或者要到你将爱酿成醇酒 时机先至熟透 应该怎麼爱 可惜书里从没记载 终於摸出来 但岁月却不回来 不回来 错过了春天 可会再花开 一千种恋爱 一些需要情泪灌溉 枯毁的温柔 在最後会长回来 错的爱 乃必经的配菜
想想天的一边 亦有个某某 在等候 一心只等葡萄熟透 嚐杯酒 别让寂寞害你伤得一夜白头 仍得不需要的自由 和最耀眼伤口 我知 日後 路上或没有更美的邂逅 但当你智慧都蕴酿成红酒 仍可一醉自救 谁都心酸过 那个没有
อยากให้ทุกคนรับรู้ได้กับเนื้อหาเพลงนี้นะ ซินเจิ้งหยูอี้ ซินเหนียนฟาไฉ 过年...กราบสวัสดีพี่ๆน้องๆทุกคน
ผ่านตรุษฝาหรั่ง ตรุษจีน เหลืออีกตรุษของไทย แต่คาดว่าจะไม่ได้อยู่ฉลองนะ กะไปฉลองที่อื่นอ่ะ อย่างไรก็ตามหวังว่าทุกคนจะร่ำรวยๆมีความสุข สุขภาพแข็งแรงนะ ร้าก...ทู้ก...ค๊น...
สุขภาพชีวิต-- ยังคงทำงานอย่างหนักหน่วง เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในชีวิต กลางคืนดูละครเกาหลีที่ซองวูเล่น เพื่อชะโลมจิตใจ หลับฝันดี
สุขภาพใจ-- มีอ่อนแอบ้างในบางครั้ง แต่ก็ยังยืนอยู่ได้ แต่ก็อยากให้ผ่านช่วงของความไม่แน่ใจไปเสียที เบื่อความรู้สึกที่เหมือนต่างฝ่ายเหมือนสับขาหลอก จะเอาดีไม่เอาดี งงกับชีวิตนะ
สุขภาพครอบครัว-- ไม่ค่อยมีเวลาได้คุยกับคนที่บ้าน ได้โทรคุยกับพ่อบ้าง นอนคุยกับแม่บ้าง แต่ดูเหมือนเวลาไม่ตรงกันสักเท่าไหร่
สุขภาพอื่นๆ-- ยังคงดำเนินต่อไปอย่างเรียบง่ายและอ่อนไหวบนทางสายกลาง หลังงานกากี่นั้ง有一片天空 画面太生动 我只能一直往前走 有时候我差点放手 因为感觉好痛 不管是否成功 一定要继续走 我不能再等待 互相依赖只是伤害 时间不会等 我不能害怕 เรามีแฟนคลับแล้วหรือเนี่ย...มีผู้หญิงคนหนึ่งที่ตามเข้ามาอ่านเรื่องราวของเราอยู่เสมอ ประดุจว่าเป็นแฟนคลับคอยเข้าเว็บดาราคนโปรดเพื่ออยากรู้ว่าตอนนี้คนที่เราปลื้มอยู่คิดอะไรอยู่หรือทำไรอยู่ พออัพบล็อก ก็มีคอมเม้นท์มาเลย...
ขอบใจน้องโม...เด็กโง่สุดที่รัก
ช่วงนี้ยอมรับเลยว่ากำลังเบื่อกับหลายสิ่งหลายอย่าง ล้ากับงาน ล้ากับคนรอบข้าง และไม่พอใจกับสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่
บางครั้งคิดถึงขนาดว่าอยากหนีไปจากที่ที่ยืนอยู่
วันนี้ได้ไปดูพี่เซี่ยะในเรื่อง "คนลิงเทวดา"มา เล่นซะหมดเค้าไซอิ๋วเดิม ถ้าดูแบบไม่คิดมากก็ขำน้ำตาไหลตลอดเรื่อง แต่ถ้าใครที่ติดภาพไซอิ๋วเดิม ก็ขอแนะนำว่าอย่าไปดูให้เสียอารมณ์เลยจะดีกว่า แต่ส่วนตัวเรานะไม่คิดมากอยู่แว้ว...เพราะพี่เซี่ยะน่ารัก เท่ห์ และหล่อบาดใจ ก็ทำให้หนังน่าดูไปกว่าครึ่งแล้วล่ะ
ระหว่างทางที่กลับบ้าน...
รู้สึกดีที่ได้คุยในหลายเรื่องกับพี่เขียน ทำให้รู้สึกดีขึ้น พี่เขียนคือพี่ชายที่ดีจริงๆ แต่เดินกับแกแล้วเหนื่อยว่ะ
สำคัญคือ...กำลังใจจากใครคนนั้น ที่เราไม่เคยได้จากเขา และเขาก็ไม่เคยเปิดโอกาส เพื่อให้เราได้มอบกำลังใจ ในยามที่เขาเหนื่อยหรือท้อ... ผ่อนคลายภายหลังความเครียดบางที...แม้จะได้ทำในสิ่งที่เรารัก
ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีความสุขได้ตลอด
บางที...คนที่เราคาดหวัง
ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเข้าใจ
บางที...การที่เราพยายามจะเข้าใจใคร
ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเปิดโลกของเขาให้เราได้เข้าไปสัมผัส
บางที...เราไม่พอใจในสิ่งที่เราเป็นอยู่
ก็ไม่ได้หมายความว่าเราโลภมาก
บางที...ความเครียดที่มันเพิ่งสลายไปนั้น
ก็ไม่ได้หมายความว่าความสุขจะเข้ามาแทนที่
บางที...ไฟในการทำงานที่คุกรุ่นอยู่
ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะยังคุกรุ่นอยู่ตลอดไป...
|
|
|